Uncategorized

The critical positivism แง่บวกเชิงตรรกะและเชิงประจักษ์

The critical positivism แง่บวกเชิงตรรกะและเชิงประจักษ์ นักคิดบวกชาวเวียนนาในยุคแรกของศตวรรษที่ 20 เริ่มกิจกรรม โดยได้รับอิทธิพลอย่างมากจากมัค ราวปี พ.ศ. 2450 ฟิลิปป์ แฟรงค์ นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในหมู่พวกเขา Hans HahnและRichard von Misesและนักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมวิทยาอ็อตโต นูรัธ . กลุ่มเล็ก ๆ นี้ยังใช้งานอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1920 ในเวียนนาวงกลมของตรรกะแขนงเป็นเชื้อกลุ่มสนทนาของนักวิทยาศาสตร์ที่มีพรสวรรค์และนักปรัชญาที่พบเป็นประจำในกรุงเวียนนาและในที่เกี่ยวข้องกันสมาคมเบอร์ลินเพื่อปรัชญาเชิงประจักษ์ . The critical positivism แง่บวกเชิงตรรกะและเชิงประจักษ์ สำนักคิดทั้งสองนี้ ซึ่งถูกกำหนดให้พัฒนาไปสู่ขบวนการที่ขัดแย้งกันทั่วโลกเกือบทั่วโลก ถูกสร้างขึ้นบนประสบการณ์นิยมของ Hume บนแนวคิดเชิงบวกของComteและปรัชญาวิทยาศาสตร์ของ Mach. อิทธิพลสำคัญพอ ๆ กันมาจากตัวเลขที่มีชื่อเสียงหลายคนที่อยู่ในเวลาเดียวกันนักวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ philosophers- GF Bernhard Riemann , ผู้เขียนไม่เรขาคณิตแบบยุคลิด ; Hermann von Helmholtzผู้บุกเบิกการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง ไฮน์ริช เฮิรตซ์คนแรกที่ผลิตคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในห้องปฏิบัติการของเขา Ludwig Boltzmannนักวิจัยด้านกลศาสตร์สถิติ Henri …

The critical positivism แง่บวกเชิงตรรกะและเชิงประจักษ์ Read More »

philosophy Positivism ปรัชญากับทัศนคติเชิงบวก

philosophy Positivism ปรัชญากับทัศนคติเชิงบวก Positivismในปรัชญาตะวันตกโดยทั่วไป ระบบใดๆ ที่จำกัดตัวเองให้อยู่กับข้อมูลของประสบการณ์ และไม่รวมการคาดเดาล่วงหน้าหรืออภิปรัชญา ให้แคบกว่านั้น คำนี้กำหนดความคิดของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสออกุสต์ กอมเต (ค.ศ. 1798–1857) philosophy Positivism ปรัชญากับทัศนคติเชิงบวก ในฐานะที่เป็นอุดมการณ์เชิงปรัชญาและการเคลื่อนไหว ทัศนะคตินิยมได้สันนิษฐานถึงลักษณะเด่นของมันในงานของComteผู้ซึ่งได้ตั้งชื่อและจัดระบบศาสตร์แห่งสังคมวิทยาด้วย จากนั้นจึงพัฒนาผ่านหลายขั้นตอนที่รู้จักกันในชื่อต่างๆ เช่น ประจักษ์นิยม โพซิทีฟเชิงตรรกะและตรรกะประสบการณ์นิยมที่สุดผสานในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ที่เป็นประเพณีที่มีอยู่แล้วที่รู้จักกันเป็นวิเคราะห์ปรัชญา การยืนยันพื้นฐานของการมองโลกในแง่ดีคือ (1) ว่าทั้งหมด ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงขึ้นอยู่กับข้อมูล “บวก” ของประสบการณ์และ (2) ว่านอกขอบเขตความเป็นจริงคือความบริสุทธิ์ตรรกะและบริสุทธิ์คณิตศาสตร์ . สาขาวิชาทั้งสองนี้ได้รับการยอมรับจากนักประจักษ์นิยมชาวสก็อตในศตวรรษที่ 18 และขี้ระแวง David Humeเกี่ยวข้องกับ “ความสัมพันธ์ของความคิด” เท่านั้น และในระยะหลังของลัทธิบวกนิยม พวกเขาถูกจัดประเภทเป็นวิทยาศาสตร์ที่เป็นทางการอย่างหมดจด ในด้านลบและวิพากษ์วิจารณ์ พวกคิดบวกถูกตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิเสธอภิปรัชญา กล่าวคือ การเก็งกำไรเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริงที่เหนือกว่าหลักฐานใด ๆที่อาจสนับสนุนหรือหักล้างการอ้างสิทธิ์ความรู้ “เหนือธรรมชาติ” ดังกล่าว ในท่าทีเชิงอุดมคติพื้นฐานของมันทัศคตินิยมจึงเป็นแบบโลกฆราวาสต่อต้านเทววิทยา และปฏิปักษ์ฟิสิกส์ การยึดมั่นอย่างเคร่งครัดกับคำให้การของการสังเกตและประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งของการมองโลกในแง่ดี ความจำเป็นดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นในการสนับสนุนโดยนักคิดบวกต่อจริยธรรมและปรัชญาคุณธรรมซึ่งโดยทั่วไปแล้วประโยชน์ในขอบเขตที่บางอย่างเช่น“ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับจำนวนมากที่สุดของคน” ของพวกเขาเป็นจริยธรรม Maxim ในเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า …

philosophy Positivism ปรัชญากับทัศนคติเชิงบวก Read More »

มุมมองทางเทววิทยาของนักบุญเปาโลอัครสาวก

มุมมองทางเทววิทยาของนักบุญเปาโลอัครสาวก ลัทธิเอกเทวนิยม มุมมองทางเทววิทยาของนักบุญเปาโลอัครสาวก เปาโลก็เหมือนกับชาวยิวคนอื่นๆ ที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวที่เชื่อว่าพระเจ้าแห่งอิสราเอลเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว แต่เขายังเชื่อว่าจักรวาลมีหลายระดับและเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตทางจิตวิญญาณ จักรวาลของเปาโลรวมถึงภูมิภาคต่างๆ ที่อยู่ใต้โลก (ฟีลิปปี 2:10); “สวรรค์ชั้นที่สาม” หรือ “สวรรค์” (2 โครินธ์ 12:1–4) และสัตว์ต่างๆ ที่เขาเรียกว่าเทวดา, อาณาเขต, ผู้ปกครอง, อำนาจ, และปีศาจ (โรม 8:38; 1 โครินธ์ 15:24) เขายังรู้จักผู้นำของกองกำลังชั่วร้าย ซึ่งเขาเรียกว่าทั้ง “ซาตาน” (1 โครินธ์ 5:5; 7:5) และ “พระเจ้าของโลกนี้” (2 โครินธ์ 4:4) เขาประกาศใน 1 โครินธ์ 8:5 ว่า “มีพระเจ้ามากมายและเจ้านายมากมาย” (แม้ว่าเขาหมายถึง “สิ่งที่เรียกว่าเทพเจ้า”) และในโรม 6–7 เขาปฏิบัติต่อความบาปในฐานะที่เป็นตัวเป็นตนหรืออำนาจกึ่งตัวตน แม้ทั้งหมดนี้ เปาโลเชื่อในเวลาที่เหมาะสม พระเจ้าแห่งอิสราเอลจะส่งพระบุตรของพระองค์มาเอาชนะอำนาจแห่งความมืด คริสต์วิทยา มุมมองทางเทววิทยาของนักบุญเปาโลอัครสาวก …

มุมมองทางเทววิทยาของนักบุญเปาโลอัครสาวก Read More »

นักบุญเปาโลอัครสาวก อัครสาวกคริสเตียน

นักบุญเปาโลอัครสาวก อัครสาวกคริสเตียน St. Paul the Apostleชื่อเดิมSaul of Tarsus (เกิด 4 ปีก่อนคริสตกาล ? Tarsus ใน Cilicia [ตอนนี้ในตุรกี]—เสียชีวิต c. 62–64 CE , โรม [อิตาลี]) หนึ่งในผู้นำรุ่นแรกของ คริสเตียนมักจะถือว่าเป็นคนที่สำคัญที่สุดหลังจากที่พระเยซูในประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ ในสมัยของเขา แม้ว่าเขาจะเป็นบุคคลสำคัญในขบวนการเล็กๆ ของคริสเตียน แต่เขาก็มีศัตรูและผู้ว่าต่างหลายคน และคนในสมัยของเขาอาจไม่เห็นด้วยกับเขามากเท่ากับที่พวกเขาให้เกียรติแก่ปีเตอร์และเจมส์. เปาโลจึงต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อสร้างคุณค่าและสิทธิอำนาจของตนเอง ผู้รอดชีวิตของเขาอย่างไรก็ตามจดหมายมีอิทธิพลมหาศาลต่อศาสนาคริสต์ในเวลาต่อมา และทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้นำทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอด ความเป็นมา นักบุญเปาโลอัครสาวก อัครสาวกคริสเตียน จากหนังสือ 27 เล่มในพันธสัญญาใหม่มี 13 เล่มที่มาจากเปาโล และอีกประมาณครึ่งหนึ่งกิจการของอัครสาวกเกี่ยวข้องกับชีวิตและการงานของเปาโล ดังนั้น ประมาณครึ่งหนึ่งของพันธสัญญาใหม่จึงมาจากเปาโลและผู้คนที่เขาได้รับอิทธิพล เพียง 7 จาก 13อย่างไรก็ตามจดหมายสามารถยอมรับได้ว่าเป็นของแท้ทั้งหมด (กำหนดโดย Paul เอง) คนอื่นๆ มาจากผู้ติดตามที่เขียนชื่อของเขา ซึ่งมักใช้เนื้อหาจากจดหมายที่ยังหลงเหลืออยู่ของเขา และผู้ที่อาจเข้าถึงจดหมายที่เขียนโดยพอลซึ่งไม่รอดแล้ว แม้ว่าจะมีประโยชน์บ่อยครั้ง …

นักบุญเปาโลอัครสาวก อัครสาวกคริสเตียน Read More »

หลักการพื้นฐานและทัศนคติของมนุษยนิยม

หลักการพื้นฐานและทัศนคติของมนุษยนิยม พื้นฐานของการแสดงออกของมนุษยนิยมในยุคแรกคือหลักการและทัศนคติที่ทำให้การเคลื่อนไหวมีลักษณะเฉพาะและจะกำหนดการพัฒนาในอนาคต ความคลาสสิคหลักการพื้นฐานและทัศนคติของมนุษยนิยม นักมานุษยวิทยายุคแรกหวนคืนสู่ความคลาสสิกด้วยความหวนคิดถึงหรือน่าเกรงขามมากกว่าด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างลึกซึ้ง สัมผัสได้ว่าเพิ่งได้รับการสัมผัสใหม่ ๆ กับการแสดงออกถึงความเป็นจริงที่แท้จริงของมนุษย์ที่แท้จริง ปราชญ์และกวีชาวอิตาลีPetrarch (Francesco Petrarca) แสดงความรู้สึกใกล้ชิดกับหนังสือคลาสสิกโดยการเขียน “จดหมาย” ถึง Cicero และ LivyColuccio Salutatiตั้งข้อสังเกตด้วยความยินดีที่การครอบครองสำเนาจดหมายของ Cicero จะทำให้เขาสามารถพูดคุยกับ Cicero ได้ต่อมาNiccolò Machiavelliจะทำให้ประสบการณ์นี้เป็นอมตะในจดหมายที่บรรยายนิสัยการอ่านของเขาเองในรูปแบบพิธีกรรม คำว่าอูมานิตาของมาเคียเวลลี (“มนุษยชาติ”) หมายถึงมากกว่าความเมตตา เป็นการแปลโดยตรงของภาษาละตินhumanitas . Machiavelli บอกเป็นนัยว่าเขาแบ่งปันภูมิปัญญาอธิปไตยของกิจการมนุษย์กับสมัยโบราณ นอกจากนี้ เขายังอธิบายทฤษฎีการอ่านว่าเป็นการแสวงหาที่กระตือรือร้นและก้าวร้าว ซึ่งเป็นเรื่องปกติในหมู่นักมานุษยวิทยา มีข้อความและเข้าใจคำพูดไม่เพียงพอ ความสามารถในการวิเคราะห์และทัศนคติที่ตั้งคำถามเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่ผู้อ่านจะสามารถเข้าสู่สภาของผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริง สภาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จริงจังและน่ายกย่องเท่านั้น พวกเขาเก็บความลับที่มีให้เฉพาะผู้เฉลียวฉลาดเท่านั้นความลับของความรู้ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตจากเรื่องเบ็ดเตล็ดที่วุ่นวายเป็นประสบการณ์ที่กล้าหาญอย่างยิ่ง ความคิดแบบคลาสสิกช่วยให้เข้าใจถึงหัวใจของสิ่งต่างๆ นอกจากนี้ คลาสสิกยังแนะนำวิธีการที่ เมื่อรู้จักแล้ว ความเป็นจริงของมนุษย์สามารถเปลี่ยนจากอุบัติเหตุของประวัติศาสตร์เป็นสิ่งประดิษฐ์ของเจตจำนง สมัยโบราณมีตัวอย่างมากมาย—จริงหรือกวี—ของการกระทำที่ยิ่งใหญ่ วาทศิลป์แห่งชัยชนะ และความเข้าใจที่ประยุกต์ใช้ วาทศาสตร์คลาสสิกที่ศึกษาอย่างระมัดระวังและนำไปใช้อย่างดีสามารถใช้ นโยบายที่รู้แจ้งได้ในขณะที่กวีคลาสสิกสามารถนำการตรัสรู้เข้าสู่จิตวิญญาณของมนุษย์ได้ ในลักษณะที่อาจดูขัดแย้งกับจิตใจที่ทันสมัยกว่า นักมนุษยนิยมได้เชื่อมโยงลัทธิคลาสสิคนิยมกับอนาคต ความสมจริงนักมานุษยวิทยายุคแรกส่วนใหญ่แบ่งปันความสมจริงที่ปฏิเสธสมมติฐานดั้งเดิมและมุ่งเป้าไปที่การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของประสบการณ์ที่ได้รับ สำหรับมนุษยนิยมเป็นหนี้การเพิ่มขึ้นของความทันสมัยสังคมศาสตร์ซึ่งไม่ได้ปรากฏเป็นวินัยทางวิชาการแต่เป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติในการสอบถามตนเองทางสังคม นักมานุษยวิทยามักอ่านประวัติศาสตร์ สอนมันให้กับเด็ก ๆ และอาจสำคัญที่สุดคือเขียนมันเอง พวกเขามั่นใจว่าวิธีการทางประวัติศาสตร์ที่เหมาะสมโดยการขยายเวลาความเข้าใจความเป็นจริงของมนุษย์จะช่วยเพิ่มบทบาทที่แข็งขันในปัจจุบัน …

หลักการพื้นฐานและทัศนคติของมนุษยนิยม Read More »

Humanitas ปรัชญาว่าด้วยเรื่องของมนุษยนิยม

Humanitas ปรัชญาว่าด้วยเรื่องของมนุษยนิยม มนุษยนิยมระบบการศึกษาและรูปแบบการสอบสวนที่มีต้นกำเนิดในอิตาลีตอนเหนือในช่วงศตวรรษที่ 13 และ 14 และต่อมาแพร่กระจายไปทั่วทวีปยุโรปและอังกฤษ อีกทางเลือกหนึ่งคือคำนี้ใช้กับความเชื่อ วิธีการ และปรัชญาตะวันตกที่หลากหลายซึ่งเน้นที่ศูนย์กลางของอาณาจักรมนุษย์ ยังเป็นที่รู้จักกันในนามมนุษยนิยมยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาโปรแกรมทางประวัติศาสตร์มีอิทธิพลอย่างกว้าง ๆ และมีอิทธิพลอย่างมากจนเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักว่าทำไมยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาจึงถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน แท้จริงแล้วแม้ว่าคำว่าเรเนซองส์จะเป็นการสร้างใหม่ แต่แนวคิดพื้นฐานของช่วงเวลานั้นในฐานะหนึ่งในการฟื้นฟูและการตื่นขึ้นใหม่นั้นเป็นแนวคิดที่เห็นอกเห็นใจในแหล่งกำเนิด แต่มนุษยนิยมแสวงหารากฐานทางปรัชญาของตัวเองในสมัยก่อน และยิ่งไปกว่านั้น ยังคงใช้อำนาจบางส่วนต่อไปเป็นเวลานานหลังจากสิ้นสุดยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ที่มาและความหมายของคำว่ามนุษยนิยม อุดมคติของมนุษยธรรม ประวัติความเป็นมาของคำมนุษยนิยมที่มีความซับซ้อน แต่enlightening เป็นครั้งแรกที่นักวิชาการชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 19 ใช้ (ในฐานะมนุษยนิยม ) เพื่อกำหนดให้ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเน้นการศึกษาคลาสสิกในการศึกษา การศึกษาเหล่านี้ดำเนินการและรับรองโดยนักการศึกษาที่รู้จักกันในปลายศตวรรษที่ 15 เช่นumanistiใช่หรือไม่เพราะเป็นอาจารย์หรือนักเรียนของวรรณกรรมคลาสสิก คำว่าอุมานิสติมาจากคำว่าStudia humanitatis , สนามคลาสสิกของการศึกษาว่าในศตวรรษที่ 15 ต้นประกอบด้วยไวยากรณ์ ,บทกวี ,สำนวน ,ประวัติศาสตร์และปรัชญา สตูดิโอ humanitatisถือได้ว่าเทียบเท่ากับภาษากรีกจ่ายเงิน ชื่อของพวกเขามาจากแนวคิดของ Marcus Tullius Ciceroรัฐบุรุษโรมันhumanitasอุดมคติทางการศึกษาและการเมืองที่เป็นพื้นฐานทางปัญญาของขบวนการทั้งหมด มนุษยนิยมยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในทุกรูปแบบได้กำหนดตัวเองในการกดดันต่ออุดมคตินี้ ไม่มีการสนทนาของมนุษย์จึงสามารถมีความถูกต้องโดยไม่ต้องเข้าใจในHumanitas Humanitas ปรัชญาว่าด้วยเรื่องของมนุษยนิยม Humanitasหมายถึงการพัฒนาคุณธรรมของมนุษย์ในทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ ดังนั้นคำนี้จึงไม่ได้หมายความถึงคุณสมบัติเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคำว่ามนุษย์สมัยใหม่เท่านั้น— ความเข้าใจ ความเมตตากรุณาความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตา—แต่ยังรวมถึงคุณลักษณะที่แน่วแน่มากขึ้นเช่นความอดทนการตัดสินความรอบคอบวาทศิลป์ …

Humanitas ปรัชญาว่าด้วยเรื่องของมนุษยนิยม Read More »

ศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดของคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิก

ศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดของคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิก นิกายโรมันคาทอลิกมีเจ็ดศักดิ์สิทธิ์พิธีที่ถูกมองว่าเป็นช่องทางที่ลึกลับของพระเจ้าพระคุณก่อตั้งโดยพระคริสต์ แต่ละคนได้รับการเฉลิมฉลองด้วยพิธีกรรมที่มองเห็นได้ซึ่งสะท้อนถึงแก่นแท้ทางจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นของศีลระลึก ในขณะที่ศีลระลึกบางอย่างได้รับเพียงครั้งเดียว แต่บางศีลต้องการการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องและต่อเนื่องเพื่อส่งเสริม “ศรัทธาที่มีชีวิต” ของผู้เฉลิมฉลอง บัพติศมา ศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดของคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิก การรับบัพติศมาถือเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ของการรับบัพติศมา นำพระคุณอันศักดิ์สิทธิ์มาสู่ผู้รับบัพติศมา ในนิกายโรมันคาทอลิก บัพติศมาของทารกเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด แต่เด็กที่ยังไม่รับบัพติศมาหรือผู้ใหญ่ที่ต้องการเข้าร่วมศรัทธาจะต้องได้รับศีลระลึกด้วย บุคคลต้องรับบัพติศมาเพียงครั้งเดียวในชีวิต และคริสตจักรคาทอลิกยอมรับบัพติศมาที่ทำโดยนิกายคริสเตียนอื่นๆ ส่วนใหญ่ว่าถูกต้อง ในพิธีบัพติศมาน้ำมนต์มักจะโรยหรือเทลงบนศีรษะโดยนักบวชที่เรียกตรีเอกานุภาพพร้อมๆ กันด้วยถ้อยคำที่ว่า “เราให้บัพติศมาแก่ท่านในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” กล่าวกันว่าตัวตนเก่าตายในน้ำ และตัวตนใหม่ก็ปรากฏขึ้น สะท้อนการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ เนื่องจากศีลระลึกเป็นข้อกำหนดสำหรับความรอด ไม่ว่าใครก็ตาม แม้แต่คนที่ยังไม่รับบัพติศมาก็สามารถให้บัพติศมาบางคนได้ตามสถานการณ์ ศีลมหาสนิท ศีลมหาสนิทหรือศีลมหาสนิทเป็นคริสต์ศาสนิกชนของการเริ่มต้นอีกครั้งและสามารถรับได้ในชีวิตประจำวันได้ถ้าต้องการ เป็นพิธีกรรมกลางของการนมัสการคาทอลิก ศีลมหาสนิทครั้งแรกของเด็กที่รับบัพติสมามักมีการเฉลิมฉลองเมื่ออายุประมาณเจ็ดหรือแปดขวบ และนำหน้าด้วยคำสารภาพครั้งแรกของพวกเขา (ศีลระลึกแห่งการคืนดี) ในช่วงมวลขนมปังนักบวช consecrates และไวน์องค์ประกอบของศีลมหาสนิทซึ่งจะ transubstantiatedเข้าไปในร่างกายและเลือดของพระเยซูคริสต์ เพื่อเป็นการระลึกถึงการเสียสละของพระคริสต์บนไม้กางเขนและสะท้อนถึงพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระองค์กับเหล่าสาวก ประชาคมจะร่วมรับประทานอาหารศักดิ์สิทธิ์ ฆราวาสพิเศษ (กล่าวคือ ไม่ใช่นักบวช) ได้รับการฝึกฝนให้นำองค์ประกอบที่ถวายมาสู่คนป่วยหรือคนในบ้าน เพื่อให้ชาวคาทอลิกทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ การยืนยันการยืนยันเป็นศีลระลึกครั้งที่สามของการเริ่มต้นและทำหน้าที่ “ยืนยัน” บุคคลที่รับบัพติศมาในศรัทธาของพวกเขา พิธีการยืนยันสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบสำหรับเด็กที่รับบัพติศมาเป็นทารก แต่โดยทั่วไปแล้วจะได้รับเมื่ออายุประมาณ 13 ปี จะดำเนินการทันทีหลังจากบัพติศมาสำหรับผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสที่เป็นผู้ใหญ่ …

ศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดของคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิก Read More »

เรื่องของปรัชญากับประเพณีนอกระบบ

เรื่องของปรัชญากับประเพณีนอกระบบ โดยทั่วไป นักปรัชญาในประเพณีนอกระบบมองว่าปรัชญาเป็นกิจกรรมอิสระที่ควรรับทราบถึงความสำคัญของตรรกะและวิทยาศาสตร์แต่ไม่ถือว่าทั้งสองอย่างหรือทั้งสองเป็นแบบอย่างในการจัดการปัญหาเชิงแนวคิด ศตวรรษที่ 20 ได้เห็นการพัฒนาของแนวทางดังกล่าวสามแนวทาง ซึ่งแต่ละแนวทางมีอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ปรัชญาสามัญสำนึก ปรัชญาภาษาธรรมดา และทฤษฎีการแสดงคำพูด ปรัชญาสามัญสำนึก เรื่องของปรัชญากับประเพณีนอกระบบ เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาต่อต้านรูปแบบของอุดมคตินิยมและความสงสัยที่แพร่หลายในอังกฤษในช่วงเปลี่ยนศตวรรษที่ 20 งานหลักชิ้นแรกของปรัชญาสามัญสำนึกคือบทความของมัวร์ “การป้องกันสามัญสำนึก ” (1925) ในการต่อต้านความสงสัยมัวร์โต้แย้งว่าเขาและมนุษย์คนอื่นๆ รู้ข้อเสนอมากมายเกี่ยวกับโลกนี้ว่าเป็นความจริงด้วยความมั่นใจ ข้อเสนอเหล่านี้ได้แก่: “โลกดำรงอยู่มาหลายปีแล้ว” และ “มนุษย์หลายคนเคยดำรงอยู่ในอดีตและบางคนยังคงมีอยู่” เนื่องจากความกังขายืนยันว่าไม่มีใครรู้ว่าข้อเสนอใดเป็นความจริง จึงสามารถปฏิเสธได้ ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากข้อเสนอเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของวัตถุ อุดมคตินิยมตามที่โลกมีจิตใจล้วนๆ ก็อาจถูกปฏิเสธได้เช่นกัน มัวร์เรียกทัศนะนี้ว่า “มุมมองสามัญสำนึกของโลก” และเขายืนยันว่าระบบปรัชญาใดๆ ที่มีข้อเสนอที่ขัดต่อแนวคิดนี้สามารถถูกปฏิเสธโดยปราศจากการวิเคราะห์เพิ่มเติม ปรัชญาภาษาธรรมดา ผู้เสนอหลักสองคนของปรัชญาภาษาธรรมดาคือนักปรัชญาภาษาอังกฤษ กิลเบิร์ต ไรล์ (1900–76) และเจแอล ออสติน (1911–60) ทั้งสองถือกันว่าปัญหาทางปรัชญานั้นมักเกิดขึ้นจากการใช้คำพูดธรรมดาในทางที่ผิดหรือเข้าใจผิด ในThe Concept of Mind (1949) Ryle แย้งว่าแนวคิดดั้งเดิมของจิตใจมนุษย์—ว่าเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเหมือนผีที่ครอบครองร่างกาย—มีพื้นฐานมาจากสิ่งที่เขาเรียกว่า “หมวดหมู่ผิดพลาด” ความผิดพลาดคือการตีความคำว่าจิตราวกับว่ามันคล้ายกับคำว่าร่างกายและด้วยเหตุนี้จึงถือว่าทั้งสองคำแสดงถึงตัวตน หนึ่งที่มองเห็นได้ (ร่างกาย) …

เรื่องของปรัชญากับประเพณีนอกระบบ Read More »

Analytic philosophy ปรัชญาการวิเคราะห์

Analytic philosophy ปรัชญาการวิเคราะห์ เป็นการยากที่จะให้คำจำกัดความที่ชัดเจนของปรัชญาการวิเคราะห์เนื่องจากไม่ใช่หลักคำสอนที่เฉพาะเจาะจงมากเท่ากับชุดแนวทางการแก้ปัญหาที่ทับซ้อนกัน ต้นกำเนิดของศตวรรษที่ 20 มักมาจากงานของนักปรัชญาชาวอังกฤษจีอี มัวร์ (1873–1958) ในPrincipia Ethica (1903) มัวร์แย้งว่าภาคแสดง ดีซึ่งกำหนดขอบเขตของจริยธรรมนั้น “เรียบง่าย ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ และไม่สามารถกำหนดได้” ข้อโต้แย้งของเขาคือปัญหาด้านจริยธรรมหลายประการและโดยแท้จริงแล้วในทางปรัชญาโดยทั่วไป เกิดขึ้นจาก “ความพยายามที่จะตอบคำถาม โดยไม่ค้นพบว่าคำถามที่คุณต้องการจะตอบคืออะไร” คำถามเหล่านี้จึงจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์เพื่อความกระจ่าง นักปรัชญาในประเพณีนี้มักเห็นด้วยกับมัวร์ว่าจุดประสงค์ของการวิเคราะห์คือการชี้แจงความคิด วิธีการที่หลากหลายของพวกเขาได้รวมถึงการสร้างภาษาสัญลักษณ์ตลอดจนการตรวจสอบคำพูดธรรมดาอย่างใกล้ชิด และวัตถุที่จะต้องชี้แจงมีตั้งแต่แนวคิดไปจนถึงกฎธรรมชาติและจากแนวคิดที่เป็นของวิทยาศาสตร์กายภาพ เช่น มวล แรง และ ความสามารถในการทดสอบ—เป็นเงื่อนไขทั่วไป เช่นความรับผิดชอบและเห็น. ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ปรัชญาการวิเคราะห์ก็เน้นไปที่ปัญหาเช่นกัน อาจไม่มีปัญหาทางปรัชญาที่สำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถแก้ไขได้ Analytic philosophy ปรัชญาการวิเคราะห์ การพัฒนาปรัชญาการวิเคราะห์ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการสร้างตรรกะเชิงสัญลักษณ์ (หรือทางคณิตศาสตร์) ในช่วงต้นศตวรรษ ( ดู ตรรกะที่เป็นทางการ ) แม้ว่าจะมีความคาดหวังของชนิดของตรรกะในนี้Stoicsรูปแบบที่ทันสมัยโดยไม่ต้องขนานแน่นอนในความคิดตะวันตกความจริงที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดโดยใกล้ชิดชอบพอกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาหลายคนจึงมองว่าการผสมผสานของตรรกะและวิทยาศาสตร์เป็นแบบอย่างที่ควรทำตาม การสืบเสาะเชิงปรัชญา แม้ว่าคนอื่นๆ จะปฏิเสธแบบจำลองนี้หรือลดประโยชน์ที่จะจัดการกับปัญหาทางปรัชญาให้เหลือน้อยที่สุด ศตวรรษที่ 20 เป็นสักขีพยานในการพัฒนาสองความหลากหลายกระแสการวิเคราะห์ หนึ่งในนั้นเน้นเทคนิคที่เป็นทางการ (ตรรกะ) และอีกวิธีหนึ่งที่ไม่เป็นทางการ …

Analytic philosophy ปรัชญาการวิเคราะห์ Read More »

เรื่องราวของปรัชญาร่วมสมัย Contemporary philosophy

เรื่องราวของปรัชญาร่วมสมัย Contemporary philosophy แม้จะมีประเพณีของความเป็นมืออาชีพทางปรัชญาที่ก่อตั้งขึ้นระหว่างการตรัสรู้โดยวูลฟ์และคานต์ปรัชญาในศตวรรษที่ 19 ก็ยังคงถูกสร้างขึ้นส่วนใหญ่นอกมหาวิทยาลัย Comte, Mill, Marx, Kierkegaard และ Schopenhauer ไม่ใช่ศาสตราจารย์และมีเพียงโรงเรียนในอุดมคติของเยอรมันเท่านั้นที่มีรากฐานมาจากชีวิตวิชาการ ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 แต่นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงที่สุดได้รับการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา นักปรัชญาใช้คำศัพท์ทางเทคนิคและจัดการกับปัญหาเฉพาะมากขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาไม่ได้เขียนเพื่อปัญญาชนในวงกว้างสาธารณะแต่เพื่อกันและกัน ความเป็นมืออาชีพยังทำให้ความแตกแยกระหว่างโรงเรียนปรัชญาคมขึ้น และทำให้ตั้งคำถามว่าปรัชญาคืออะไรและอะไรควรเป็นประเด็นของการโต้เถียงที่เฉียบคมที่สุด ปรัชญามีความประหม่าอย่างมากเกี่ยวกับวิธีการและธรรมชาติของตัวเอง เรื่องราวของปรัชญาร่วมสมัย Contemporary philosophy การแบ่งแยกที่สำคัญที่สุดในปรัชญาศตวรรษที่ 20 ได้รับอิทธิพลและรุนแรงขึ้นจากความแตกต่างทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ประเพณีของการวิเคราะห์เชิงตรรกะที่ชัดเจนซึ่งเปิดตัวโดย Locke และ Hume ได้ครอบงำโลกที่พูดภาษาอังกฤษ ในขณะที่ประเพณีเชิงเก็งกำไรและประวัติศาสตร์ในวงกว้าง ซึ่งเริ่มต้นโดย Hegel แต่ภายหลังแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเขา ซึ่งมีอิทธิพลต่อทวีปยุโรป ตั้งแต่ทศวรรษแรกๆ ของศตวรรษความแตกต่างที่สำคัญและโวหารระหว่างสองแนวทาง—ที่รู้จักกันหลังสงครามโลกครั้งที่สองในฐานะการวิเคราะห์และปรัชญาของทวีป ตามลำดับ—ค่อย ๆ เด่นชัดขึ้น และจนถึงช่วงทศวรรษ 1990 ได้มีการพยายามอย่างจริงจังไม่กี่ครั้งในการค้นหาสิ่งที่เหมือนกัน พื้นดินระหว่างพวกเขา กระแสที่สำคัญอื่นๆ ในปรัชญาศตวรรษที่ 20 ได้แก่ ปรัชญาเก็งกำไรของHenri Bergson (1859–1941) ของฝรั่งเศส, John …

เรื่องราวของปรัชญาร่วมสมัย Contemporary philosophy Read More »